ความเป็นมาของพม่า

                                                                    

                                                                ประวัติความเป็นมาของ   ชุดพม่า

         

bi
การแต่งกายของพม่า การแต่งกายของพม่านั้นมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ, สภาพภูมิศาสตร์, สภาพภูมิอากาศ, ประเพณีวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละภูมิภาคของประเทศพม่า การแต่งกายที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของชาวพม่าคือ โลนจี เป็นโสร่งแบบหนึ่งจัดเป็นการแต่งกายประจำชาติ สวมใส่ทั้งชายและหญิงทั่วประเทศ เสื้อผ้าพม่ายังมีความหลากหลายในแง่ของสิ่งทอสาน เส้นใย สี และวัสดุ เช่น ผ้ากำมะหยี่ ผ้าไหม ผ้าลูกไม้ ผ้ามัสลินและผ้าฝ้าย

ประวัติ[แก้]

ยุคก่อนอาณานิคมอังกฤษ[แก้]

ขุนนางและพระมหากษัตริย์สวมเครื่องแต่งกายในพระราชพิธีแรกนาขวัญ
กษัตริย์และนางสนมขณะปรึกษากับข้าราชการในพระราชวัง ในภาพวาดศิลปะพม่า

ในยุคที่พม่าก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีกฎระเบียบการแต่งกาย ที่เรียกว่า ยาซาไกง์ กำหนดวิถีชีวิตและการบริโภคสำหรับชาวพม่าในสมัยราชวงศ์โกนบอง ทุกอย่างตั้งแต่รูปแบบของที่พักอาศัยไปจนถึงเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสถานะทางสังคมของคนๆนั้น กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพิธีศพและโลงศพ รวมไปถึงการใช้รูปแบบการพูดต่างๆตามลำดับสถานภาพทางสังคม[1][2][3] โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบการแต่งกายในเมืองหลวงของราชวงศ์เป็นสิ่งที่เข้มงวดมากและมีความซับซ้อนมากที่สุด[4] กฎระเบียบเกี่ยวกับการแต่งกายและการตกแต่งได้รับการสังเกตุอย่างรอบคอบ เครื่องหมายนกยูง ถูกสงวนไว้อย่างเคร่งครัดสำหรับราชวงศ์ เสื้อคลุมยาวประกบตัวถึงสะโพกอย่าง ไทง์มะเตน และทับทิมถูกสงวนไว้ให้ใส่สำหรับเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก[5] รองเท้ากำมะหยี่ถูกสวมใส่โดยราชวงศ์เท่านั้น[6] กำไลข้อเท้าทองคำถูกสวมใส่โดยเฉพาะสมาชิกเด็กในราชวงศ์[1] ผ้าไหม ผ้าตาดเงิน ผ้าตาดทอง และสัญลักษณ์รูปสัตว์มงคลได้รับอนุญาตให้สวมใส่โดยสมาชิกของราชวงศ์และภรรยาของขุนนางในราชสำนักเท่านั้น[1] การประดับด้วยอัญมณีและหินมีค่าก็มีการควบคุมด้วยเช่นเดียวกัน การใช้ ฮินตะปะดา (ဟင်္သပဒါး) สีย้อมสีชาดที่สกัดจากซินนาบาร์ ก็มีการควบคุม[1]            ผู้หญิงพม่าสวมชุดสตรีที่เรียกว่า อินจี (အင်္ကျီ, [ʔéɪɴd͡ʑì]) มีสองรูปแบบที่แพร่หลายคือ ยีนเซ (ရင်စေ့) จะติดกระดุมด้านหน้าและ ยีนโพน (ရင်ဖုံး) ติดกระดุมไว้ด้านข้าง สำหรับพิธีที่เป็นทางการและทางศาสนาผู้หญิงพม่ามักสวมผ้าคลุมไหล่

เสื้อคลุมไทง์มะเตน[แก้]



       ผู้หญิงพม่าสวมชุดสตรีที่เรียกว่า อินจี (အင်္ကျီ, [ʔéɪɴd͡ʑì]) มีสองรูปแบบที่แพร่หลายคือ ยีนเซ (ရင်စေ့) จะติดกระดุมด้านหน้าและ ยีนโพน (ရင်ဖုံး) ติดกระดุมไว้ด้านข้าง สำหรับพิธีที่เป็นทางการและทางศาสนาผู้หญิงพม่ามักสวมผ้าคลุมไหล่


ในภาพยุคอาณานิคมนี้ผู้หญิงสวมชุด ยีนฮาน (เสื้อท่อนบน), และ ไทง์มะเตน (เสื้อคลุม)

                     

ยุคอาณานิคมอังกฤษ[แก้]

หญิงสาวชาวพม่าที่เมืองมัณฑะเลย์ใส่ชุดยาวลากพื้นที่เรียกว่า ทะเมียน

ในช่วงยุคอาณานิคมของอังกฤษ เหล่าชาตินิยมชาวพม่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยอโลนจี (ယောလုံချည်) รูปแบบหนึ่งของโลนจี จากแคว้นยอ และ ปินนีไตปอนอินจี (ပင်နီတိုက်ပုံအင်္ကျီ) เสื้อคลุมคอจีนสีเหลืองอมน้ำตาล แสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและความเชื่อมั่นในชาติในการเรียกร้องเอกราช ช่วงทศวรรษที่ 1920 ที่การขัดแย้งมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น[7] การสวมเสื้อผ้า "แบบดั้งเดิม" ถูกมองว่าเป็นรูปแบบของการต่อต้านเชิงตั้งรับในหมู่ชาวพม่า[7] โสร่งแบบผู้หญิง ทะเมียน หรือทะบี (ထဘီ) สั้นลงไม่ยาวไปถึงเท้าถึงเพียงแต่ข้อเท้า และความยาวของผ้าซิ่นช่วงบนลดลงเปิดเผยรอบเอวมากขึ้น[8] ช่วงนี้ยังได้เห็นการนิยมเสื้อมัสลินสำหรับสตรี เผยให้เห็นชุดภายในของสตรีที่เรียกว่า ซาบอลี (ဇာဘော်လီ) ในช่วงการปกครองของอังกฤษอิทธิพลแฟชั่นทรงผมและการแต่งกายได้ส่งผลต่อพม่า การตัดผมทรงสั้นที่เรียกว่า โบเก (ဗိုလ်ကေ) ถูกแทนที่การไว้ผมยาวซึ่งเป็นบรรทัดฐานในหมู่คนพม่ารุ่นเก่า[8] ในทำนองเดียวกันผู้หญิงเริ่มไว้ทรงผมเช่น อะเมาะ (အမောက်) ประกอบด้วยมวยผมแบบเรียบง่ายขดอยู่ด้านบนศรีษะ แทนการไว้มวยผมแบบดั้งเดิม (ဆံထုံး)[8]






                                                                                                                                 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

พยัญชนะภาษาลาว